วัสดุทดแทนพลาสติก (Plastic packaging alternative)

วัสดุทดแทนพลาสติก (Plastic packaging alternative)

ชานอ้อย คือ วัตถุดิบที่เหลือจากต้นอ้อยที่หีบเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลออกแล้ว เป็นวัตถุดิบทางการเกษตรที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล มีลักษณะเป็นเส้นใยสีขาวนวล

เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ทำให้มีชานอ้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก จึงมีการพัฒนานำชานอ้อยจากกากอุตสาหกรรมน้ำตาลมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่อาหารมาทดแทนการใช้กล่องโฟม บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย โดยกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยเริ่มจากการนำชานอ้อยที่แห้งแล้วบดผสมรวมกับวัตถุดิบอื่นๆที่เป็นตัวเชื่อมและช่วยป้องกันการรั่วซึมของน้ำเมื่อนำมาบรรจุอาหาร จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขึ้นรูปแบบเปียก และขึ้นรูปแบบแห้งที่อุณหภูมิสูงเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น จาน ชาม ถาด แก้วน้ำ และกล่องพร้อมฝาปิด เป็นต้น และบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยยังสามารถทนความร้อนได้ดี นำไปใส่อาหารประเภทซุปร้อนได้

กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย (Bagasse Process)

บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยจะมีสีหม่นไม่ขาวเหมือนกล่องโฟม ก็เนื่องมาจากในกระบวนการผลิตไม่มีการใช้สารคลอรีนฟอกสี ทำให้สีของบรรจุภัณฑ์ที่ได้ไม่ขาวนักแต่จะมีการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูง กระบวนการผลิตไม่เหลือของเสียเนื่องจากสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ได้ทั้งหมดทำให้ไม่สิ้นเปลืองวัตถุดิบ อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยสามารถทนความเย็น และความร้อนสูงได้ตั้งแต่ -40 ถึง 220 °C จึงสามารถใช้กับอาหารแช่แข็งหรือใช้เป็นภาชนะในเตาไมโครเวฟหรือเตาอบได้ไม่เกิดสารก่อมะเร็ง ภายหลังการใช้งานสามารถนำไปทิ้งรวมกับขยะเศษอาหาร โดยใช้เวลาในการย่อยสลายตามธรรมชาติภายใน 30-45 วัน แตกต่างจากบรรจุภัณฑ์โฟมที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปี

ถึงแม้ว่าบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยจะเป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเรามากนัก เนื่องจากมีราคาที่สูงกว่าโฟมประมาณ 2 เท่า ในขณะที่ประเทศในแถบยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น กลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการสนับสนุนที่ชัดเจน หากมีการสนับสนุนให้ใช้บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยมากขึ้นอาจจะทำให้ราคาของบรรจุภัณฑ์ถูกลงได้ (สถาบันไทยพัฒน์, 2554)

ผลเสียจากการใช้กล่องโฟม

โฟมผลิตมาจากวัสดุพอลิเมอร์ชนิดพอลิสไตรีน (Polystyrene) เมื่อนำมาใช้บรรจุอาหารร้อนหรืออาหารทอด น้ำมันจากอาหารจะเกิดปฏิกิริยากับโฟม ทำให้เกิดสารอันตรายออกมาปะปนกับอาหารที่บรรจุอยู่ ได้แก่ สารสไตรีน (Styrene) และสารเบนซิน (Benzene) ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ดังนี้

  • ทำลายระบบฮอร์โมนในร่างกาย
  • ทำลายระบบประสาท
  • ทำลายเม็ดเลือดแดง
  • มีผลต่อตับและไต
  • เมื่อถูกผิวหนังหรือเข้าตาหรือสูดดมเข้าไป ทำให้เยื่อเมือกเกิดการระคายเคือง มีอาการไอและหายใจลำบาก ปวดศีรษะ ง่วงซึม เป็นต้น

ประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 295 (พ.ศ.2548)

เรื่อง กำหนดคุณภาพมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก

ได้กำหนดปริมาณสารสไตรีนในภาชนะบรรจุอาหาร โดยให้มีได้ไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (กรณีใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส ปริมาณสารสไตรีนต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

 

อ้างอิง

  • สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม กลุ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพกองอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
  • ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุลและคณะ. (2546). การผลิตบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย (Production of Packaging from Bagasse), มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์, 6-7.
  • พรรณพิสุทธิ์ สันติภราดร. (2559). กล่องโฟมบรรจุอาหาร อันตรายอย่ามองข้าม, มหาวิทยาลัยมหิดล.

Leave a comment!

All fields marked with an asterisk* are required.